4.10.2551

"นาฏยตันตระ" รำเพื่อรู้ เพื่อตื่น เพื่อเบิกบาน


นาฏยตันตระ การร่ายรำที่ได้รับแรงบันดาลใจ และพื้นฐานมาจากจารยนฤฏยะ ศาสตร์การร่ายรำบนรากฐานของพุทธศาสนาวัชรยานแห่งเนปาล (Newar Buddhism) โดยประยุกต์ให้เข้ากับบริบททางสังคมวัฒนธรรมที่แปรเปลี่ยนไป ทั้งนี้แก่นสำคัญของการร่ายรำเพื่อนำผู้คนให้ประจักษ์ในพุทธจิตในตนยังคงเป็นหลักการสำคัญของการร่ายรำ การปลุกการรู้สึกตัวเท่าทันปัจจุบันขณะ ก่อเกิดการตื่นรู้ภายในของจิต เมื่อจิตตื่นขึ้นจากมายาคติของความคิด ตัวตน สิ่งที่ตามมาย่อมเกิดความเบิกบานภายในเป็นธรรมดา อาจกล่าวได้ว่านาฏยตันตระเป็นการร่ายรำเพื่อให้บุคคลประจักษ์ถึง ความเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนั้นเอง

อะไร คือ จารยนฤฏยะ (Charya Nritya)
นาฏยศาสตร์ที่มีกำเนิดมานานกว่าพันปี และถูกเก็บรักษาไว้ในเนปาลมณฑล หุบเขาแห่งศิลปวัฒนธรรม และการแสวงหาทางจิตวิญญาณ โดยเกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมทางพุทธศาสนาวัชรยานของกลุ่มพุทธตันตระในเนปาล และเป็นไปตามคัมภีรย์พุทธตันตระ อย่างเหวัชระตันตระ โยคาจารย์ผู้ปฏิบัติธรรมบนทางของสาธนา ใช้การร่ายรำที่เปี่ยมด้วยสติตื่นรู้ในสมาธิภาวะ เป็นทางในการปฏบัติธรรม และเป็นเครื่องบูชาพลีถวายแด่พุทธเทวะ เพื่อประจักษ์ในพุทธะภายในตน ศาสตร์การร่ายรำแขนงนี้มีความพิเศษมจากศาสตร์อื่นตรงที่เป็นไปเพื่อการหลุดพ้นจากอัตตา ประจักษ์ในธรรมชาติของจิต เป็นความเริงรมย์ทางจิตวิญญาณ มิใช่การบำเรอโสตประสาทสัมผัสทางโลกเพียงอย่างเดียว ดังนั้นศาสตร์การร่ายรำแขนงนี้ จึงเป็นการบูรณาการเอาธรรมอุบายวิธีต่างๆในการเข้าถึงธรรมชาติแห่งจิตไว้ในการร่ายรำ ไม่ว่าจะเป็น หลักโยคะในความหมายของการประสานรวมเป็นหนึ่ง ของกาย และจิต, ธยาน, ชาปา(japa) การท่องมนตรา, มุทรา และการควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยความตื่นรู้ ทั้งหมดนำไปสู่ประสบการณ์สัมผัสถึง มหาสุขขะ สุขจากการได้สัมผัสพุทธภาวะภายใน และสิ่งนี้เอง คือ ความพิเศษของจารยนฤฏยะ
เทวโยคะ เป็นหลักของการปฏิบัติธรรมที่สำคัญของวัชรยาน จึงเป็นรากฐานของจารยนฤฏยะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเข้าสู่มณฑลของเทวะ และรวมเป็นหนึ่งกับพุทธเทวะนั้นเป็นทั้งหมดของการร่ายรำแขนงนี้ เพื่อเข้าถึง และประจักษ์พุทธภาวะในตน โดยใช้สามองค์ประกอบสำคัญของชีวิต และการกระทำ นั้นคือ กาย วาจา ใจ เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติ
มุทราเข้ามามีบทบาทสำคัญกับการควบคุมกาย โดยใช้การเคลื่อนไหวของมือมาเป็นทางในการปฏิบัติ เข้าควบคุมวาจา ด้วยบทมนตรา สุดท้ายจิตนั้นเข้าสู่สมาธิตื่นรู้ ด้วยการใช้จินตภาพถึงพุทธเทวะ และพุทธมณฑล ดังนั้นกาย และจิตย่อมเข้าสู่สภาวะของการตื่นรู้ อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อจิตมิได้เร่ร่อนไปไหน การตระหนักรู้ถึงธรรมชาติของจิตย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เมื่อเกิดการตระหนักรู้ในธรรมชาติของจิต สิ่งที่ตามมา คือ ความเบิกบานภายใน
จารยนฤฏยะ จึงเป็นการนำเทวโยคะมาสร้างสรรค์ในรูปแบบของการร่ายรำ และเกื้อกูลการปฏิบัติเทวโยคะบนทางของสาธนาให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่นั่งปฏิบัติภาวนา เมื่อจิตสัมผัสถึงอิสรภาพภายใน ความเบิกบานย่อมก่อเกิด เร่งเร้าให้กายเคลื่อนไหวปรากฏรูป ก็กลับกลายเป็นการเริงรำในภาวะตื่นรู้ พร้อมกับน้อมวาจาสู่มนตราบรรเลงควบคู่กับการร่ายรำ และน้อมจิตสู่พุทธภาวะภายในตน

about



openspace
art & culture เป็นพื้นที่ส่วนกลางทางศิลปวัฒนธรรม และความเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะการแสดงร่ายรำ เพื่อที่จะสร้างโอกาสเรียนรู้ เข้าใจสื่อศิลปวัฒนธรรม และพิธีกรรมความเชื่อพื้นถิ่นร่วมกับคนในชุมชน โดยทำหน้าที่เป็นตัวประสานให้เกิดกระบวนการถ่ายทอดความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม และความเชื่อจากผู้รู้ในชุมชนสู่เยาวชนในพื้นที่ พร้อมทั้งเป็นพื้นที่พบปะแลกเปลี่ยนระหว่างศิลปินผู้รู้ในชุมชน เยาวชนในพื้นที่ และศิลปินรุ่นใหม่แขนงต่างๆ รวมถึงผู้สนใจจากภายนอกได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน อีกทั้งร่วมมือกันสร้างสรรค์นวัตกรรมทางศิลปวัฒนธรรมที่เหมาะสมกับสังคมวิถีชีวิตที่แปรเปลี่ยนไป
เนื่องจากศิลปวัฒนธรรม และพิธีกรรมความเชื่อเป็นเหมือนบันทึกมีชีวิตที่สามารถสะท้อนภาพของวิถีชีวิตในชุมชน และรูปแบบความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งรอบตัวในพื้นที่นั้นๆได้อย่างดี โดยถูกใช้เป็นอุบายวิธีในการรักษาโครงสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนให้เป็นไปอย่างสอดคล้องปกติสุข และเป็นเครื่องมือสร้างพื้นที่มองไม่เห็น เป็นพื้นที่ร่วมทางจิตใจให้เกิดขึ้นภายในชุมชน ก่อเกิดโอกาสในการรวมตัวพบปะแลกเปลี่ยน ส่งผลให้วิถีชีวิตในชุมชนนั้นดำรงอยู่ได้อย่างเป็นระบบ หากแต่คลื่นพลวัตกระแสหลักอัตตานิยมของสังคมโลก ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกระทบระบบความเชื่อ ทัศนคติ และวิถีชีวิต ทำให้เครื่องมือพื้นฐานอย่างศิลปะพื้นถิ่น และพิธีกรรมความเชื่อ ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือช่วยรักษาสมดุลความสัมพันธ์ภายในชุมชน กลายเป็นเรื่องงมงายไร้ประโยชน์ พื้นที่ร่วมทางจิตใจของคนในชุมชน จึงค่อยๆเสื่อมสลายถดถอยลงเรื่อยๆ ผลกระทบที่ตามมานั้น คงหนีไม่พ้นสารพัดปัญหาในระบบความสัมพันธ์ของชุมชน ยากนักที่มนุษย์จะสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข ในเมื่อสายสัมพันธ์พื้นทีร่วม่ทางจิตใจได้สูญสลายลง
เราจึงพยายามหาความเป็นไปได้ในการนำศิลปวัฒนธรรม และความเชื่อพื้นบ้านเหล่านี้ กลับมาทำหน้าที่สร้างพื้นที่ร่วมทางจิตใจ เป็นสายใยยึดเหนี่ยวความสัมพันธ์ และหล่อเลี้ยงจิตใจของชุมชนอีกครั้ง อีกทั้งนำองค์ความรู้ที่ได้เผยแพร่สู่สาธารณะ เป็นช่อทางหนึ่งที่คนทั่วไปในสังคมจะได้สัมผัส เรียนรู้ และเข้าใจชุมชนอื่นๆ ผ่านสื่อศิลปะ เพื่อลดช่องว่างของความแตกต่างจากความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง
แม้ว่าศิลปวัฒนธรรม และพิธีกรรมความเชื่อจะไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่หากขาดการดูแลรอบในทุกมิติ ซึ่งเป็นปัจจัยเกาะเกี่ยวโยงใยส่งผลซึ่งกันและกันอย่างมิติทางด้านศิลปวัฒนธรรมและจิตใจแล้ว ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และสังคมที่เปี่ยมสุขคงมิอาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน